ข้ามไปที่เนื้อหา
BIZLOOM

วิธีถอด VAT และวิธีคิด VAT — สูตรและตัวอย่างถึงสตางค์

สูตรบวก VAT และสูตรถอด VAT ออกจากยอดรวม พร้อมตัวอย่างคำนวณถึงสตางค์ และกติกาการปัดเศษที่เครื่องมือนี้ใช้จริง

ปรับปรุงล่าสุด

ลูกค้าถามราคาอยู่ในแชตตอนนี้ และคำถามในหัวคุณมีสองแบบเท่านั้น — ราคาที่ตั้งไว้ยังไม่รวม VAT ต้องบวกเท่าไร หรือราคาที่ปิดป้ายไว้รวม VAT แล้ว ต้องถอดออกมาเท่าไร หน้านี้ให้สูตรกับตัวเลขที่คำนวณเสร็จแล้วทั้งสองทาง ถึงหลักสตางค์ และเป็นเลขชุดเดียวกับที่เครื่องมือบนเว็บนี้คำนวณให้

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ใช่ตัวเลขตายตัวในกฎหมาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 80 กำหนดอัตราไว้ที่ร้อยละ 10.0 แล้วเขียนต่อว่า “อัตราภาษีตามวรรคหนึ่งให้ลดลงได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา” อัตราที่ใช้จริงจึงมาจากพระราชกฤษฎีกาที่มีการตราและต่ออายุมาเป็นระยะ สูตรทุกสูตรในหน้านี้จึงเขียนด้วยตัวแปร r แทนอัตรา และทุกตารางตัวอย่างกำกับไว้ว่าคำนวณที่อัตรา 7% ก่อนใช้เลขจริงกับลูกค้า ให้ยืนยันอัตราที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นกับกรมสรรพากรอีกครั้ง

สองทิศทาง และคุณต้องรู้ก่อนว่าตัวเองอยู่ทิศไหน

ความผิดพลาดที่แพงที่สุดในเรื่องนี้ไม่ใช่การคำนวณผิด แต่คือการคำนวณผิดทิศ คุณต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ตัวเลขที่ถืออยู่ในมือตอนนี้คือราคาที่ยังไม่มี VAT อยู่ข้างใน หรือราคาที่มี VAT ฝังอยู่แล้ว สองอย่างนี้ใช้คนละสูตร และให้คำตอบที่ต่างกันจริง

ตัวเลขที่คุณมีภาษาที่ใช้เรียกกันโหมดในเครื่องมือนี้สิ่งที่ต้องทำ
ราคาที่ยังไม่มี VAT อยู่ข้างในราคาไม่รวม VAT · VAT แยกนอก · Exclusiveแยก VATบวก VAT เข้าไป ยอดที่ลูกค้าจ่ายจะสูงกว่าราคาที่ตั้งไว้
ราคาที่มี VAT ฝังอยู่แล้วราคารวม VAT · VAT รวมใน · Inclusiveรวม VATถอด VAT ออกมา ยอดที่ลูกค้าจ่ายเท่ากับป้ายราคา ไม่เพิ่ม

ร้านที่ขายปลีกหน้าร้านมักอยู่ทิศที่สอง เพราะป้ายราคาคือยอดที่ลูกค้าจ่ายจริง ส่วนงานที่เสนอราคาให้บริษัทมักอยู่ทิศแรก เพราะฝ่ายจัดซื้อจะขอราคาก่อน VAT เพื่อเอาไปเทียบกับผู้ขายรายอื่น ถ้าคุณส่งราคารวม VAT ไปให้เขาโดยไม่บอก เขาจะเทียบราคาคุณกับคู่แข่งแบบผิด ๆ

ทิศที่ 1 — ราคายังไม่รวม VAT แล้วต้องบวก

ทิศนี้คิดง่ายกว่า เพราะฐานภาษีคือตัวเลขที่คุณมีอยู่แล้ว ประมวลรัษฎากร มาตรา 79 นิยามฐานภาษีไว้ว่า “มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ” — ก็คือราคาสินค้าของคุณนั่นเอง

  • VAT = ฐาน × r ÷ 100
  • ยอดรวมทั้งสิ้น = ฐาน + VAT

ตารางข้างล่างคือตัวอย่างคำนวณที่อัตรา 7% ตัวคูณจึงเป็น 7 ÷ 100 หรือ 0.07 ถ้าอัตราที่ใช้บังคับในวันที่คุณอ่านไม่ใช่ 7% ให้เปลี่ยนตัวคูณตามอัตราจริง สูตรไม่เปลี่ยน

มูลค่าก่อน VAT (ฐาน)VAT = ฐาน × 7 ÷ 100รวมทั้งสิ้นที่ลูกค้าจ่าย
1,000.0070.001,070.00
350.0024.50374.50
99.006.93105.93
1,234.5686.42 (จาก 86.4192)1,320.98
10.500.74 (จาก 0.735)11.24

สองแถวล่างคือแถวที่มีเศษเกินสตางค์ ซึ่งเป็นจุดที่ตัวเลขของคนสองคนเริ่มไม่ตรงกัน กติกาที่ใช้ตัดสินอยู่ในหัวข้อ “การปัดเศษ” ข้างล่าง

ทิศที่ 2 — ราคารวม VAT แล้ว แล้วต้องถอดออก

ทิศนี้คือที่มาของคำว่า “ถอด VAT” ยอดที่คุณมีคือยอดรวมทั้งสิ้น ซึ่งเท่ากับฐานบวก VAT อยู่แล้ว พูดเป็นสมการคือ ยอดรวม = ฐาน × (100 + r) ÷ 100 เมื่อย้ายข้างเพื่อหา VAT จะได้สูตรนี้

  • VAT = ยอดรวม × r ÷ (100 + r)
  • มูลค่าก่อน VAT (ฐาน) = ยอดรวม − VAT

ที่อัตรา 7% ตัวคูณของสูตรถอดจึงเป็น 7 ÷ 107 ไม่ใช่ 7 ÷ 100 ตัวเลขข้างล่างคือตัวอย่างคำนวณที่อัตรา 7% ทั้งตาราง

ราคารวม VAT แล้วVAT = ยอดรวม × 7 ÷ 107มูลค่าก่อน VAT (ฐาน)
107.007.00100.00
100.006.54 (จาก 6.5420…)93.46
350.0022.90 (จาก 22.8971…)327.10
500.0032.71 (จาก 32.7102…)467.29
1,000.0065.42 (จาก 65.4205…)934.58

สูตรที่ต้องไม่ใช้กับทิศนี้

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือเอายอดรวมคูณด้วยอัตราตรง ๆ แล้วเรียกผลลัพธ์นั้นว่า VAT ที่ถอดออกมา วิธีนั้นคูณอัตราเข้ากับตัวเลขที่มี VAT ปนอยู่แล้ว จึงได้ VAT เกินจริงเสมอ และยิ่งยอดใหญ่ก็ยิ่งเพี้ยนมาก

ราคารวม VAT แล้วถอดถูก (× 7 ÷ 107)ถอดผิด (× 7 ÷ 100)ต่างกัน
100.006.547.000.46
500.0032.7135.002.29
1,000.0065.4270.004.58
10,000.00654.21700.0045.79

ตัวเลขในคอลัมน์ “ถอดผิด” ไม่ได้แค่ผิดในกระดาษทด ถ้าคุณเอาไปเขียนลงใบกำกับภาษี มูลค่าสินค้ากับจำนวนภาษีบนเอกสารจะบวกกันไม่เท่ากับยอดที่ลูกค้าจ่ายจริง ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ฝ่ายบัญชีของลูกค้าจับได้ และเป็นเหตุให้เอกสารถูกตีกลับมาให้ออกใหม่

การปัดเศษ — เครื่องมือนี้ทำอย่างไร

เงินทุกจำนวนในเครื่องมือนี้ถูกเก็บเป็นสตางค์จำนวนเต็ม ไม่ใช่ทศนิยมของบาท เพราะการเก็บเป็นทศนิยมทำให้เกิดเศษเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นแล้วสะสมจนยอดรวมเพี้ยน ผลคือทุกจุดที่หารไม่ลงตัวต้องมีการปัดเศษ และลำดับของการปัดถูกกำหนดไว้ตายตัวสี่ขั้น

  1. จำนวน × ราคาต่อหน่วย ของแต่ละบรรทัด ปัดเป็นสตางค์เต็มก่อน — เช่น 1.5 × 33.33 = 49.995 บาท ปัดเป็น 50.00 บาท
  2. บวกยอดของทุกบรรทัดเข้าด้วยกันเป็น “รวมเป็นเงิน”
  3. หักส่วนลดออกจากยอดนั้น
  4. คิด VAT ครั้งเดียวจากยอดหลังหักส่วนลด แล้วปัดผลลัพธ์เป็นสตางค์เต็ม

การปัดใช้กติกาเดียวตลอด คือปัดไปยังสตางค์ที่ใกล้ที่สุด และเมื่อเศษเป็นครึ่งสตางค์พอดีจะปัดขึ้น ตารางข้างล่างคือตัวอย่างคำนวณที่อัตรา 7% ตัวเลขในคอลัมน์แรกคือผลคูณก่อนปัด นับเป็นหน่วยสตางค์

ผลคูณก่อนปัด (สตางค์)ผลลัพธ์เพราะ
8,641.92 — จากฐาน 1,234.568,642 สตางค์ = 86.42 บาทเศษ .92 เกินครึ่งสตางค์ ปัดขึ้น
86.45 — จากฐาน 12.3586 สตางค์ = 0.86 บาทเศษ .45 ไม่ถึงครึ่งสตางค์ ปัดลง
73.5 — จากฐาน 10.5074 สตางค์ = 0.74 บาทครึ่งสตางค์พอดี ปัดขึ้น
699.3 — จากฐาน 99.90699 สตางค์ = 6.99 บาทเศษ .3 ไม่ถึงครึ่งสตางค์ ปัดลง

ข้อความข้างบนอธิบายว่าเครื่องมือนี้ทำอะไร ไม่ใช่ว่ากฎหมายบังคับให้ทำอะไร ผู้เขียนหาแนวปฏิบัติของกรมสรรพากรเรื่องการปัดเศษสตางค์ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มไม่พบในการตรวจรอบนี้ ถ้าฝ่ายบัญชีของลูกค้าหรือผู้ทำบัญชีของคุณใช้กติกาที่ต่างไป เช่น ปัดลงเสมอ ให้ยึดตามที่ตกลงกันและยืนยันกับผู้ทำบัญชีของคุณ ผลต่างที่เกิดขึ้นจะอยู่ในระดับหนึ่งสตางค์ต่อเอกสารหนึ่งใบ

ทำไม VAT ถึงคิดครั้งเดียว ไม่คิดทีละบรรทัด

สมมติขายของสองชิ้น ชิ้นละ 49.95 บาท ถ้าคิด VAT ทีละบรรทัดแล้วค่อยบวกกัน จะได้คนละตัวเลขกับการคิดครั้งเดียวจากยอดรวม เพราะการปัดเศษเกิดขึ้นสองครั้งแทนที่จะเกิดครั้งเดียว ตัวอย่างคำนวณที่อัตรา 7%

วิธีคิดVAT ที่ได้รวมทั้งสิ้น
คิดทีละบรรทัดแล้วบวกกัน — 3.50 + 3.507.00106.90
คิดครั้งเดียวจากฐาน 99.90 — วิธีที่เครื่องมือนี้ใช้6.99106.89

ถอดแล้วบวกกลับ อาจไม่ได้เลขเดิมเป๊ะ

นี่คือเรื่องที่ทำให้คนโทรมาเถียงกันบ่อยที่สุด และคำตอบไม่ใช่ว่าใครคิดผิด เมื่อคุณถอด VAT ออกจากยอดรวม ฐานที่ได้จะเป็นเลขที่ถูกปัดมาแล้วหนึ่งรอบ พอเอาฐานนั้นไปบวก VAT กลับ การปัดรอบที่สองอาจไปคนละทางกับรอบแรก ผลต่างที่เกิดขึ้นสูงสุดคือหนึ่งสตางค์ ตัวอย่างคำนวณที่อัตรา 7%

เลขที่กรอกโหมดมูลค่าก่อน VATVATรวมทั้งสิ้น
100.50รวม VAT93.936.57100.50
93.93แยก VAT93.936.58100.51

วิธีเลี่ยงคือเลือกทิศเดียวแล้วอยู่กับมัน ถ้าคุณตกลงราคากับลูกค้าเป็นยอดรวม ให้กรอกยอดรวมแล้วใช้โหมดรวม VAT ตลอดเอกสารนั้น อย่าถอดออกมาด้วยมือแล้วกรอกฐานกลับเข้าไปในโหมดแยก VAT เพราะนั่นคือการสั่งให้เครื่องปัดเศษสองรอบโดยไม่จำเป็น

ส่วนลดหักออกก่อน แล้วค่อยคิด VAT

ลำดับนี้ไม่ใช่ทางเลือก มาตรา 79 วรรคสาม (1) ระบุว่าส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้ในขณะขายสินค้าหรือให้บริการ และได้หักออกจากราคาโดยแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่ามีการหักไว้ในใบกำกับภาษีแล้ว ไม่ให้ถือเป็นมูลค่าของฐานภาษี พูดง่าย ๆ คือ VAT คิดจากยอดหลังหักส่วนลด ไม่ใช่ยอดก่อนหัก และส่วนลดนั้นต้องปรากฏบนเอกสารด้วย ไม่ใช่หักเงียบ ๆ

ตัวอย่างคำนวณที่อัตรา 7% ในโหมดรวม VAT — ราคาป้าย 127.00 บาท ลดให้ 20.00 บาท เหลือยอดรวมทั้งสิ้น 107.00 บาท ถอด VAT ออกมาได้ 7.00 บาท และมูลค่าก่อนภาษี 100.00 บาท ถ้าคุณเผลอถอด VAT จาก 127.00 ก่อนแล้วค่อยลด ตัวเลขทั้งสามช่องจะผิดหมด

ในโหมดแยก VAT ลำดับเดียวกันนี้ใช้เหมือนกัน คือหักส่วนลดออกจากยอดรวมของรายการก่อน แล้วจึงเอาผลลัพธ์ไปคูณอัตรา ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้ามี จะคิดจากมูลค่าก่อนภาษีเสมอ ไม่ใช่จากยอดรวมที่มี VAT อยู่ข้างใน

ยอดที่ถอดได้ ต้องขึ้นบนเอกสารอย่างไร

ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและกำลังออกใบกำกับภาษี การถอดตัวเลขให้ถูกยังไม่พอ ตัวเลขต้องปรากฏบนกระดาษในรูปแบบที่กฎหมายกำหนดด้วย มาตรา 86/4 (6) เขียนไว้ว่าใบกำกับภาษีต้องมี “จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง”

คำสำคัญคือ “แยกออก...ให้ชัดแจ้ง” เอกสารที่เขียนแค่ยอดเดียวแล้วต่อท้ายว่ารวม VAT แล้ว ไม่เข้าข้อนี้ เพราะผู้อ่านต้องไปถอดเอง บล็อกยอดรวมของเอกสารที่ออกจากเว็บนี้จึงแยกบรรทัดไว้ให้ครบ

บรรทัดบนเอกสารมาจากไหน
รวมเป็นเงินผลรวมของทุกบรรทัดรายการ — แสดงเมื่อมีส่วนลด เพื่อให้เห็นตัวตั้งของการลบ
ส่วนลดจำนวนที่ลดให้ หักออกจากยอดข้างบน
มูลค่าก่อนภาษีฐานที่ใช้คิด VAT — คือ “มูลค่าของสินค้าหรือของบริการ” ตามมาตรา 86/4 (6)
ภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนภาษีที่แยกออกมาให้ชัดแจ้งตามมาตรา 86/4 (6) พร้อมอัตราที่ใช้คิด
รวมทั้งสิ้นมูลค่าก่อนภาษี + ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือยอดที่ลูกค้าจ่ายจริง

รายการที่เหลือของใบกำกับภาษีเต็มรูป และความต่างระหว่างใบกำกับภาษีกับใบเสร็จรับเงิน อยู่ในหน้า “ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ต่างกันอย่างไร” และ “ใบเสร็จรับเงิน ต้องมีอะไรบ้าง” หน้านี้ตอบเฉพาะเรื่องตัวเลข

ถ้าคุณยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อย่าใส่ช่อง VAT ลงในเอกสารของคุณ และอย่าเขียนว่า “รวม VAT แล้ว” หรือ “ยังไม่รวม VAT” ผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม และการออกใบกำกับภาษีโดยไม่ได้จดทะเบียนมีโทษหนักตามมาตรา 86/13 ประกอบมาตรา 90/4 (3) เรื่องเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียนอยู่ในหน้า “ขายของไม่ได้จด VAT ออกเอกสารยังไง” ไม่ใช่หน้านี้

ให้เครื่องคิดเลขทำแทน

เลือกโหมดแยก VAT หรือรวม VAT แล้วกรอกราคา ระบบถอดและปัดเศษให้ด้วยสูตรชุดเดียวกับที่อธิบายไว้ในหน้านี้ ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก ข้อมูลอยู่ในเครื่องคุณ

เปิดเครื่องมือออกเอกสาร

หน้านี้อธิบายวิธีคำนวณเพื่อให้คุณเสนอราคาได้ถูกในวันที่ลูกค้าถาม ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษีหรือบัญชี อัตราภาษีที่ใช้บังคับและกติกาการปัดเศษที่ฝ่ายบัญชีของคู่ค้ายึดถือ ให้ยืนยันกับกรมสรรพากรและผู้ทำบัญชีของคุณอีกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย

ถอด VAT จากยอดรวม คิดยังไง
ถ้า r คืออัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้บังคับ สูตรคือ VAT = ยอดรวม × r ÷ (100 + r) และมูลค่าก่อน VAT = ยอดรวม − VAT ตัวอย่างคำนวณที่อัตรา 7% ตัวคูณคือ 7 ÷ 107 ยอดรวม 1,000.00 บาท จะได้ VAT 65.42 บาท และมูลค่าก่อน VAT 934.58 บาท ห้ามใช้ยอดรวมคูณ 7 ÷ 100 เพราะยอดรวมมี VAT ปนอยู่แล้ว จะได้ VAT เกินจริง
ราคาไม่รวม VAT ต้องบวก VAT ยังไง
ถ้า r คืออัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้บังคับ สูตรคือ VAT = ฐาน × r ÷ 100 และยอดรวมทั้งสิ้น = ฐาน + VAT ตัวอย่างคำนวณที่อัตรา 7% ราคา 1,000.00 บาท จะได้ VAT 70.00 บาท และยอดรวม 1,070.00 บาท ส่วนราคา 350.00 บาท จะได้ VAT 24.50 บาท และยอดรวม 374.50 บาท
VAT แยกนอก กับ รวมใน ต่างกันอย่างไร
ต่างกันที่ตัวเลขตั้งต้นมี VAT อยู่ข้างในแล้วหรือยัง VAT แยกนอกคือราคาที่ยังไม่รวมภาษี ต้องบวก VAT เข้าไป ลูกค้าจึงจ่ายมากกว่าราคาที่ตั้งไว้ ใช้สูตร VAT = ฐาน × r ÷ 100 ส่วน VAT รวมในคือราคาที่มีภาษีฝังอยู่แล้ว ต้องถอดออกมาแสดง ลูกค้าจ่ายเท่ากับป้ายราคา ใช้สูตร VAT = ยอดรวม × r ÷ (100 + r) ตัวอย่างคำนวณที่อัตรา 7% ราคา 100 บาทแบบแยกนอกจะได้ยอดรวม 107.00 บาท ส่วน 100 บาทแบบรวมในจะได้มูลค่าก่อนภาษี 93.46 บาท และ VAT 6.54 บาท
ใบกำกับภาษีต้องแยกยอด VAT ออกจากราคาสินค้าไหม
ต้องแยก ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4 (6) กำหนดให้ใบกำกับภาษีมีจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง การเขียนยอดเดียวแล้วต่อท้ายว่ารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจึงไม่เข้าข้อกำหนดนี้ เพราะผู้อ่านเอกสารต้องไปคำนวณแยกเอง
ส่วนลด ต้องหักก่อนหรือหลังคิด VAT
หักก่อน ประมวลรัษฎากร มาตรา 79 วรรคสาม (1) กำหนดว่าส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้ในขณะขายสินค้าหรือให้บริการ และได้หักออกจากราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดยแสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้งว่าได้มีการหักไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออกแล้ว ไม่ให้ถือเป็นมูลค่าของฐานภาษี ดังนั้น VAT จึงคิดจากยอดหลังหักส่วนลด และส่วนลดนั้นต้องปรากฏบนใบกำกับภาษีด้วย
อัตรา VAT ตอนนี้เท่าไหร่
ประมวลรัษฎากร มาตรา 80 กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ร้อยละ 10.0 และเขียนต่อว่าอัตราตามวรรคหนึ่งให้ลดลงได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา อัตราที่ใช้บังคับจริงจึงมาจากพระราชกฤษฎีกาที่ตราและต่ออายุเป็นระยะ ไม่ใช่ตัวเลขที่คงที่ถาวร ก่อนออกเอกสารให้ตรวจอัตราที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นกับกรมสรรพากร
VAT ปัดเศษยังไง
เครื่องมือบนเว็บนี้เก็บเงินทุกจำนวนเป็นสตางค์จำนวนเต็ม คิดยอดของแต่ละบรรทัดแล้วปัดเป็นสตางค์ก่อน จากนั้นรวมทุกบรรทัด หักส่วนลด แล้วจึงคิด VAT ครั้งเดียวจากยอดหลังหักส่วนลด การปัดใช้กติกาปัดไปยังสตางค์ที่ใกล้ที่สุด และปัดขึ้นเมื่อเศษเป็นครึ่งสตางค์พอดี ข้อนี้เป็นพฤติกรรมของเครื่องมือ ไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมาย ถ้าผู้ทำบัญชีของคุณหรือฝ่ายบัญชีของคู่ค้าใช้กติกาต่างไป ให้ยืนยันกับผู้ทำบัญชีของคุณ ผลต่างจะอยู่ในระดับหนึ่งสตางค์ต่อเอกสารหนึ่งใบ
ถอด VAT ออกแล้วบวกกลับ ทำไมได้ไม่เท่าเดิม
เพราะมีการปัดเศษสองรอบ เมื่อถอด VAT ออกจากยอดรวม ฐานที่ได้เป็นเลขที่ถูกปัดมาแล้วหนึ่งครั้ง พอเอาฐานนั้นไปคูณอัตราเพื่อบวกกลับ การปัดรอบที่สองอาจไปคนละทางกับรอบแรก ผลต่างสูงสุดคือหนึ่งสตางค์ ตัวอย่างคำนวณที่อัตรา 7% ยอดรวม 100.50 บาทถอดได้มูลค่าก่อนภาษี 93.93 บาทและ VAT 6.57 บาท แต่ถ้ากรอก 93.93 บาทเป็นราคาก่อน VAT จะได้ VAT 6.58 บาทและยอดรวม 100.51 บาท วิธีเลี่ยงคือเลือกทิศเดียวแล้วใช้ตลอดทั้งเอกสาร

แหล่งอ้างอิง

หน้านี้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำเอกสาร ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษีหรือบัญชี หากไม่แน่ใจว่ากรณีของคุณเข้าข้อไหน โปรดปรึกษาผู้ทำบัญชีของคุณ