ข้ามไปที่เนื้อหา
BIZLOOM

ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ต่างกันอย่างไร

เทียบเอกสารการขาย 7 ชนิดตามลำดับจริงของการขายหนึ่งครั้ง พร้อมมาตราที่อ้างอิงได้จากกรมสรรพากร

ปรับปรุงล่าสุด

ลูกค้าโอนเงินมาแล้วพิมพ์กลับมาว่า "ขอใบกำกับภาษีด้วยนะคะ" — คุณมีแต่บิลเงินสด อีกรายบอกว่า "ส่งใบวางบิลมาก่อน" ทั้งที่คุณเพิ่งส่งใบแจ้งหนี้ไปเมื่อวาน ชื่อเอกสารเหล่านี้ฟังดูใกล้กันจนสลับกันได้ง่าย แต่แต่ละใบเกิดขึ้นคนละจังหวะของการขาย และมีคนละคนเป็นคนขอ หน้านี้เรียงมันตามลำดับเวลาจริง แล้วบอกว่าใบไหนกฎหมายกำหนดรายการไว้ ใบไหนเป็นเรื่องตกลงกันเองทางการค้า

ข้อความในหน้านี้อ้างมาตราจากประมวลรัษฎากรและประกาศอธิบดีกรมสรรพากรตามที่ระบุไว้ท้ายบทความ แต่ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษี ถ้าเรื่องของคุณมีเงื่อนไขเฉพาะ ให้ถามผู้ทำบัญชีของคุณ

ไทม์ไลน์ของการขายหนึ่งครั้ง

วิธีที่เร็วที่สุดในการจำเอกสารพวกนี้คือจำว่าเงินอยู่ตรงไหนของเรื่อง ก่อนตกลงราคา ระหว่างรอเงิน และหลังเงินเข้า เอกสารแต่ละใบเกิดในช่วงใดช่วงหนึ่งของสามช่วงนี้เท่านั้น ไม่มีใบไหนที่ใช้ได้ทุกช่วง

  1. ใบเสนอราคา — ยังไม่ตกลง ยังไม่มีหนี้ ยังไม่มีเงิน
  2. ใบแจ้งหนี้ — ตกลงแล้ว มีหนี้แล้ว ยังไม่ได้เงิน
  3. ใบวางบิล — รวมหนี้หลายก้อนเพื่อไปเก็บเงินรอบเดียว
  4. ใบเสร็จรับเงิน — ได้เงินแล้ว (ถ้าคุณจด VAT จุดนี้จะพ่วงใบกำกับภาษีเข้ามาด้วย)

ร้านเล็กส่วนใหญ่ไม่ได้เดินครบทั้งสี่ขั้น ขายหน้าร้าน รับเงินสด แล้วออกใบเสร็จ จบในขั้นเดียว สามขั้นแรกจะโผล่มาก็ต่อเมื่อลูกค้าเป็นบริษัท เพราะฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายบัญชีของเขาทำงานคนละรอบกัน

ขั้นที่ 1 — ใบเสนอราคา

ใบเสนอราคาคือคำเสนอ ไม่ใช่การเรียกเก็บเงิน มันบอกว่าถ้าลูกค้าตกลงตอนนี้จะจ่ายเท่าไร มีอะไรรวมอยู่บ้าง และคุณยืนราคานี้ถึงเมื่อไร ฝ่ายจัดซื้อของบริษัทมักขอจากผู้ขายหลายเจ้าเพื่อเอาไปเทียบและขออนุมัติภายใน ตัวเลขในใบนี้จึงต้องละเอียดพอที่คนที่ไม่เคยคุยกับคุณจะอ่านรู้เรื่อง เพราะคนที่เซ็นอนุมัติมักไม่ใช่คนที่แชตกับคุณ

ระยะเวลายืนราคาเป็นเรื่องที่ผู้ขายกำหนดเอง ไม่มีกฎหมายภาษีบังคับว่ากี่วัน แต่ควรเขียนลงไปให้ชัด เพราะถ้าไม่เขียน แล้วลูกค้ากลับมาอีกสามเดือนตอนที่ต้นทุนขึ้นไปแล้ว คุณจะไม่มีอะไรอ้างอิง

ร้านมินิมอลช็อป
99/1 ถ.สุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0105512345671
สำนักงานใหญ่ · โทร 081-234-5678

ใบเสนอราคา

Quotation

เลขที่ QT-2569-0001
วันที่ 31 ก.ค. 2569
ยืนราคาถึง 30 ส.ค. 2569
ลูกค้า
บริษัท เอบีซี จำกัด
เลขที่ 1 อาคารเอบีซี ถ.พระราม 4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0107536000129 · สำนักงานใหญ่
#รายการจำนวนราคา/หน่วยจำนวนเงิน
1เสื้อยืดคอกลม สีขาว3290.00870.00
2ถุงผ้าแคนวาส2150.00300.00
ผู้อนุมัติสั่งซื้อ
ผู้เสนอราคา
สร้างด้วยBIZLOOMออกเอกสารฟรีที่ bizloom.app
ใบเสนอราคา — ยอดที่เห็นยังไม่ใช่หนี้ ลูกค้ายังไม่ต้องจ่าย

ขั้นที่ 2 — ใบแจ้งหนี้

เมื่อลูกค้าตกลงและคุณส่งของหรือส่งมอบงานแล้ว ใบเสนอราคาก็หมดหน้าที่ ใบแจ้งหนี้เข้ามาแทนเพื่อบอกว่า "ยอดนี้ถึงกำหนดต้องจ่ายแล้ว" สิ่งที่ต่างจากใบเสนอราคาไม่ใช่หน้าตาแต่เป็นสถานะ ใบแจ้งหนี้ตั้งอยู่บนข้อตกลงที่เกิดขึ้นแล้ว จึงต้องมีวันครบกำหนดชำระ ส่วนใบเสนอราคามีแค่วันหมดอายุของข้อเสนอ

ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่หลักฐานว่าได้รับเงิน ถ้าลูกค้าจ่ายแล้วขอเอกสารยืนยัน สิ่งที่ต้องส่งกลับไปคือใบเสร็จรับเงิน ไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ใบเดิมที่ประทับว่าจ่ายแล้ว

ขั้นที่ 3 — ใบวางบิล

ใบวางบิลไม่ใช่เอกสารคนละชนิดกับใบแจ้งหนี้ในทางเนื้อหา มันคือใบสรุปที่รวมใบแจ้งหนี้หลายใบของรอบเดียวกันมาไว้แผ่นเดียว บริษัทที่ซื้อของจากคุณทุกสัปดาห์ไม่อยากตั้งเบิกสัปดาห์ละครั้ง เขาจึงกำหนดรอบวางบิลและรอบจ่ายเงินไว้ แล้วให้ผู้ขายเอาใบแจ้งหนี้ทั้งเดือนมาวางทีเดียว

สรุปสั้น ๆ ว่า ใบแจ้งหนี้ = หนี้หนึ่งก้อน ใบวางบิล = หนี้หลายก้อนที่ถึงรอบเก็บเงินพร้อมกัน ถ้าคุณขายให้ลูกค้ารายนั้นเดือนละครั้ง สองใบนี้จะมีข้อมูลเหมือนกันเป๊ะ และหลายบริษัทก็ยอมรับใบเดียว

ทั้งใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล ไม่มีมาตราในประมวลรัษฎากรกำหนดรายการบังคับไว้อย่างที่กำหนดไว้สำหรับใบกำกับภาษีและใบรับ รูปแบบจึงเป็นเรื่องของการตกลงกันทางการค้า สิ่งที่ควรมีจึงมาจากความจำเป็นของคนอ่าน ไม่ใช่จากกฎหมาย: ชื่อและที่อยู่ของทั้งสองฝ่าย เลขที่เอกสาร วันที่ รายการสินค้า ยอดรวม และช่องทางชำระเงิน

ขั้นที่ 4 — ใบเสร็จรับเงิน

ใบเสร็จรับเงินคือหลักฐานว่าผู้ขายรับเงินไปแล้ว ในประมวลรัษฎากรเรียกเอกสารนี้ว่า "ใบรับ" มาตรา 105 กำหนดให้ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือผู้รับชำระราคา ออกใบรับให้ในทันทีทุกคราวที่รับเงิน ไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม ประโยคท้ายนั้นสำคัญ หน้าที่ออกใบเสร็จไม่ได้เริ่มตอนลูกค้าขอ

จำนวนเงินที่เข้าเกณฑ์ถูกกำหนดไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 34) สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทั่วไป และสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 และมาตรา 81/1 คือรับเงินแต่ละครั้ง "เกิน 100 บาท" ร้านเล็กที่รายรับยังไม่ถึงเกณฑ์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ในกลุ่มหลังนี้ ตัวเลข 100 บาทจึงใช้กับร้านทั่วไปจริง แต่เป็น "เกิน 100 บาท" ไม่ใช่ "ตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป" อย่างที่มักเล่าต่อกันมา

มาตรา 105 ทวิ กำหนดต่อว่าใบรับและต้นขั้วหรือสำเนาต้องมีอย่างน้อยหกอย่าง คือ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออกใบรับ ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ เลขลำดับของเล่มและของใบรับ วันเดือนปีที่ออกใบรับ จำนวนเงินที่รับ และชนิด ชื่อ จำนวน กับราคาสินค้า เฉพาะสินค้าชนิดที่มีราคาตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป และต้องเก็บต้นขั้วหรือสำเนาไว้ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ออกใบรับ

ร้านมินิมอลช็อป
99/1 ถ.สุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0105512345671
สำนักงานใหญ่ · โทร 081-234-5678

ใบเสร็จรับเงิน

Receipt

เลขที่ RC-2569-0001
วันที่ 31 ก.ค. 2569
ลูกค้า
บริษัท เอบีซี จำกัด
เลขที่ 1 อาคารเอบีซี ถ.พระราม 4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0107536000129 · สำนักงานใหญ่
#รายการจำนวนราคา/หน่วยจำนวนเงิน
1เสื้อยืดคอกลม สีขาว3290.00870.00
2ถุงผ้าแคนวาส2150.00300.00
ผู้รับเงิน
ผู้มีอำนาจลงนาม
สร้างด้วยBIZLOOMออกเอกสารฟรีที่ bizloom.app
ใบเสร็จรับเงิน — ออกหลังเงินเข้าแล้ว ทำได้ฟรีบน BIZLOOM

ตัวเลข 100 บาทที่คนมักจำสลับกันมีสองที่และคนละเรื่อง ที่แรกคือเกณฑ์ "เกิน 100 บาท" ที่ทำให้ต้องออกใบรับ ที่สองคือมาตรา 105 ทวิ (6) ที่บังคับให้ระบุชนิดและชื่อสินค้าลงในใบรับ เฉพาะสินค้าที่มีราคาตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป สองข้อนี้ไม่ใช่ข้อเดียวกัน

ใบเสร็จรับเงิน กับ ใบกำกับภาษี ต่างกันอย่างไร

สองใบนี้ตอบคำถามคนละข้อ ใบเสร็จรับเงินตอบว่า "ผู้ขายได้รับเงินแล้วหรือยัง" ส่วนใบกำกับภาษีตอบว่า "การขายครั้งนี้มีภาษีมูลค่าเพิ่มเท่าไร และผู้ซื้อเอาไปใช้เป็นภาษีซื้อได้เท่าไร" คนละหน้าที่ คนละกฎหมายที่รองรับ

ใบกำกับภาษีอยู่ใต้มาตรา 86 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมส่งมอบให้ผู้ซื้อ คำสำคัญคือ "ผู้ประกอบการจดทะเบียน" ร้านที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไม่มีหน้าที่นี้ และก็ไม่มีสิทธิออกด้วย

มาตรา 86/13 ห้ามมิให้บุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนออกใบกำกับภาษี และระบุต่อว่าผู้ที่ออกโดยไม่มีสิทธิ ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน แปลว่าถ้าลูกค้าขอใบกำกับภาษีแล้วคุณใจดีทำให้ทั้งที่ยังไม่ได้จด VAT ยอดภาษีที่คุณพิมพ์ลงไปเองจะกลายเป็นภาระของคุณ

ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้านเล็กส่วนใหญ่จึงออกได้แค่ใบเสร็จรับเงิน และนั่นถูกต้องแล้ว ไม่ใช่การทำเอกสารไม่ครบ

ถ้าลูกค้ายืนยันว่าต้องได้ใบกำกับภาษี ให้บอกตรง ๆ ว่าร้านยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงออกให้ไม่ได้ตามกฎหมาย และเสนอใบเสร็จรับเงินแทน ฝ่ายบัญชีของเขาใช้ใบเสร็จเป็นหลักฐานค่าใช้จ่ายได้ เพียงแต่ขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี เป็นใบเดียวกันไหม

เป็นใบเดียวกันได้ และกฎหมายเขียนรองรับไว้ตรง ๆ วรรคท้ายของมาตรา 105 ระบุว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีที่มีข้อความแสดงว่าได้รับเงินหรือรับชำระราคาแล้ว จะถือเอาใบกำกับภาษีนั้นเป็นใบรับที่ต้องออกตามมาตรานี้ก็ได้

นี่คือเหตุผลที่ร้านที่จด VAT แล้วมักพิมพ์หัวเอกสารว่า "ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี" ใบเดียว แทนที่จะออกสองใบให้ลูกค้าถือกลับบ้านสองแผ่น เงื่อนไขคือใบนั้นต้องมีข้อความแสดงว่ารับเงินแล้ว และต้องมีรายการครบตามมาตรา 86/4 ในฐานะใบกำกับภาษี ถ้าออกใบกำกับภาษีตอนที่ยังไม่ได้รับเงิน มันก็ยังไม่ใช่ใบรับ

ใบกำกับภาษีเต็มรูป กับ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ

ใบกำกับภาษีเต็มรูปอยู่ใต้มาตรา 86/4 ซึ่งกำหนดรายการขั้นต่ำไว้แปดข้อ ได้แก่ คำว่า "ใบกำกับภาษี" ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออก ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่แยกออกจากมูลค่าสินค้าให้ชัดแจ้ง วันเดือนปีที่ออก และข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

ใบกำกับภาษีอย่างย่ออยู่ใต้มาตรา 86/6 คนละมาตรากัน ผู้ที่ออกได้คือผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการค้าปลีก และรายการที่บังคับมีเจ็ดข้อ โดยไม่มีชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้ออยู่ในนั้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสลิปร้านสะดวกซื้อถึงไม่ต้องถามชื่อคุณ อีกข้อที่ต่างชัดคือราคาที่แสดงต้องมีข้อความระบุชัดเจนว่าได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว

ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 และมาตรา 86/7 นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2 (2) ถ้าลูกค้าเป็นบริษัทและตั้งใจจะขอคืนภาษีซื้อ เขาต้องได้ใบกำกับภาษีเต็มรูป ไม่ใช่อย่างย่อ

และผู้ประกอบการค้าปลีกก็ปฏิเสธไม่ได้ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 32) ข้อ 2 (3) กำหนดให้ผู้ประกอบการค้าปลีกต้องจัดทำใบกำกับภาษีซึ่งมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 86/4 สำหรับการขายทุกครั้งที่ผู้ซื้อเรียกร้อง พร้อมส่งมอบให้ผู้ซื้อ ดังนั้นเมื่อลูกค้ายื่นนามบัตรบริษัทมาที่เคาน์เตอร์แล้วขอแบบเต็มรูป นั่นคือสิทธิของเขา ไม่ใช่การขอเป็นกรณีพิเศษ

ใบสำคัญรับเงิน ไม่ใช่ใบเสร็จรับเงิน

สองชื่อนี้ต่างกันที่ "ใครเป็นคนทำเอกสาร" ใบเสร็จรับเงินคือใบที่ผู้รับเงินออกให้ผู้จ่าย ส่วนใบสำคัญรับเงินในทางปฏิบัติคือใบที่ฝ่ายผู้จ่ายเป็นคนจัดทำขึ้นเอง แล้วให้ผู้รับเงินลงลายมือชื่อกำกับ ใช้ในกรณีที่ผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่มีบิลของตัวเอง เช่น จ้างช่างมาซ่อมของหน้าร้าน

เหตุผลที่เอกสารแบบนี้มีอยู่ในทางปฏิบัติ มาจากมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดว่ารายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ฝ่ายผู้จ่ายจึงต้องหาหลักฐานว่าเงินก้อนนั้นออกไปหาใคร ลายมือชื่อของผู้รับเงินบนใบสำคัญรับเงินคือสิ่งที่ทำหน้าที่นั้น

ข้อควรจำสำหรับผู้ขาย: ถ้าลูกค้าส่งใบสำคัญรับเงินมาให้คุณเซ็น เขาไม่ได้กำลังออกใบเสร็จให้คุณ เขากำลังทำหลักฐานของฝั่งเขาเอง หน้าที่ออกใบรับตามมาตรา 105 ยังเป็นของคุณอยู่ ถ้าคุณออกใบเสร็จได้ ให้ออกใบเสร็จของคุณไปด้วย รูปแบบและวิธีใช้ใบสำคัญรับเงินไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร ที่เขียนไว้ข้างต้นจึงเป็นแนวปฏิบัติที่ใช้กันทั่วไป ไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมาย

ตารางเทียบเอกสารทั้งเจ็ด

เอกสารออกตอนไหนใครขอกฎหมายกำหนดรายการไว้ไหม
ใบเสนอราคาก่อนตกลงซื้อขายฝ่ายจัดซื้อ ที่ต้องเอาไปเทียบราคาไม่ได้กำหนดไว้
ใบแจ้งหนี้ส่งของแล้ว ยังไม่ได้เงินฝ่ายบัญชี ที่ต้องตั้งเบิกไม่ได้กำหนดไว้
ใบวางบิลถึงรอบเก็บเงินของลูกค้าฝ่ายการเงิน ที่จ่ายเป็นรอบไม่ได้กำหนดไว้
ใบเสร็จรับเงินทันทีที่รับเงินลูกค้าทุกรายมาตรา 105 และ 105 ทวิ
ใบกำกับภาษี (เต็มรูป)ทันทีที่ความรับผิดใน VAT เกิดขึ้นลูกค้านิติบุคคล ที่จะขอคืนภาษีซื้อมาตรา 86 และ 86/4
ใบกำกับภาษีอย่างย่อขายปลีกหน้าร้านลูกค้าทั่วไปที่ซื้อไปใช้เองมาตรา 86/6
ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีรับเงินแล้ว และร้านจด VATลูกค้านิติบุคคลที่จ่ายเงินแล้วมาตรา 86/4 และมาตรา 105 วรรคท้าย

แล้วร้านของคุณต้องออกอะไร

ตัดสินจากสองคำถามเท่านั้น คือร้านจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือยัง และลูกค้าเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

  • ยังไม่จด VAT ขายให้ใครก็ตาม — ออกใบเสร็จรับเงิน และออกไม่ได้มากกว่านี้ตามมาตรา 86/13
  • จด VAT แล้ว ขายปลีกหน้าร้าน — ใบกำกับภาษีอย่างย่อพอ แต่ถ้าลูกค้าขอเต็มรูป ต้องออกให้
  • จด VAT แล้ว ลูกค้าเป็นบริษัทและจ่ายเงินแล้ว — ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ใบเดียวจบ
  • จด VAT แล้ว ลูกค้าเป็นบริษัทแต่ยังไม่จ่าย — ส่งใบแจ้งหนี้ก่อน แล้วค่อยออกใบเสร็จเมื่อเงินเข้า
  • ลูกค้าองค์กรที่มีรอบจ่ายเงิน — รวมใบแจ้งหนี้ทั้งรอบเป็นใบวางบิลใบเดียวไปวาง

ที่เหลือคือความสม่ำเสมอ เลขที่เอกสารเรียงต่อกันไม่ข้ามไม่ซ้ำ เก็บสำเนาให้ครบ และใช้หัวเอกสารชื่อเดิมทุกครั้ง

ออกใบเสร็จรับเงินให้ลูกค้าตอนนี้

กรอกข้อมูล ดูตัวอย่างสด แล้วดาวน์โหลดเป็น PDF หรือรูปภาพ ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

เปิดเครื่องมือออกใบเสร็จ

คำถามที่พบบ่อย

ใบเสร็จรับเงิน กับ ใบกำกับภาษี ต่างกันอย่างไร
ใบเสร็จรับเงินคือ "ใบรับ" ตามมาตรา 105 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้ขายหรือผู้รับเงินต้องออกให้ในทันทีทุกคราวที่รับเงิน ไม่ว่าจะมีการเรียกร้องหรือไม่ก็ตาม ส่วนใบกำกับภาษีเป็นเอกสารของระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 86 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องจัดทำสำหรับการขายสินค้าหรือให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น สรุปคือใบเสร็จเป็นหลักฐานการรับเงิน ส่วนใบกำกับภาษีเป็นหลักฐานทางภาษีมูลค่าเพิ่ม
ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี คือใบเดียวกันไหม
เป็นใบเดียวกันได้ มาตรา 105 วรรคท้ายระบุว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีที่มีข้อความแสดงว่าได้รับเงินหรือรับชำระราคาแล้ว จะถือเอาใบกำกับภาษีนั้นเป็นใบรับที่ต้องออกตามมาตรานี้ก็ได้ ร้านที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงพิมพ์หัวเอกสารรวมกันเป็น "ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี" ได้ โดยเอกสารนั้นยังต้องมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 86/4 ในฐานะใบกำกับภาษี
ร้านที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ออกใบกำกับภาษีได้ไหม
ไม่ได้ มาตรา 86/13 ห้ามมิให้บุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษี ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ และกำหนดว่าผู้ที่ออกโดยไม่มีสิทธิต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในเอกสารนั้นเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ร้านที่ยังไม่จดทะเบียนควรออกใบเสร็จรับเงินให้ลูกค้าแทน
ใบกำกับภาษีอย่างย่อ นำไปขอคืนภาษีซื้อได้ไหม
ไม่ได้ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2 (2) กำหนดว่าภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 และมาตรา 86/7 ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 ถ้าผู้ซื้อต้องการใช้เป็นภาษีซื้อ ต้องขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 ซึ่งประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 32) ข้อ 2 (3) กำหนดให้ผู้ประกอบการค้าปลีกต้องออกให้เมื่อผู้ซื้อเรียกร้อง
ขายของไม่กี่บาท ต้องออกใบเสร็จรับเงินไหม
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 34) ข้อ 1 กำหนดจำนวนเงินที่ทำให้เกิดหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา 105 ไว้ โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทั่วไป และผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 และมาตรา 81/1 ต้องออกใบรับเมื่อรับเงินหรือรับชำระราคาแต่ละครั้งเกิน 100 บาท ทั้งนี้ต้องออกในทันทีทุกคราวที่รับเงิน ไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม
ใบแจ้งหนี้ กับ ใบวางบิล ต่างกันอย่างไร
ต่างกันที่จำนวนรายการและจังหวะที่ส่ง ใบแจ้งหนี้ใช้แจ้งยอดของการขายครั้งหนึ่ง ส่วนใบวางบิลในทางปฏิบัติคือใบสรุปที่รวมใบแจ้งหนี้หลายใบของรอบเดียวกันไว้แผ่นเดียว เพื่อไปเก็บเงินกับลูกค้าที่จ่ายเป็นรอบ ทั้งสองใบไม่มีมาตราในประมวลรัษฎากรกำหนดรายการบังคับไว้อย่างที่กำหนดไว้สำหรับใบกำกับภาษีและใบรับ รูปแบบจึงขึ้นกับข้อตกลงทางการค้า
ใบเสนอราคา กับ ใบแจ้งหนี้ ต่างกันอย่างไร
ใบเสนอราคาคือคำเสนอก่อนตกลงซื้อขาย ยังไม่มีหนี้เกิดขึ้น ผู้ขายเป็นผู้กำหนดเองว่าจะยืนราคาถึงเมื่อไร ส่วนใบแจ้งหนี้ออกหลังตกลงและส่งมอบแล้ว เพื่อแจ้งยอดที่ถึงกำหนดชำระ ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่หลักฐานว่าได้รับเงิน เมื่อลูกค้าจ่ายแล้วผู้ขายยังต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ตามมาตรา 105
ใบสำคัญรับเงิน กับ ใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไร
ต่างกันที่ใครเป็นผู้จัดทำ ใบเสร็จรับเงินคือใบรับที่ผู้รับเงินออกให้ผู้จ่ายตามมาตรา 105 ส่วนใบสำคัญรับเงินในทางปฏิบัติคือเอกสารที่ฝ่ายผู้จ่ายจัดทำขึ้นเองแล้วให้ผู้รับเงินลงลายมือชื่อ ใช้เมื่อผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่มีใบเสร็จของตัวเอง เหตุที่ต้องมีลายมือชื่อเพราะมาตรา 65 ตรี (18) ไม่ให้ถือรายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ทั้งนี้ประมวลรัษฎากรไม่ได้กำหนดรูปแบบของใบสำคัญรับเงินไว้

แหล่งอ้างอิง

หน้านี้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำเอกสาร ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษีหรือบัญชี หากไม่แน่ใจว่ากรณีของคุณเข้าข้อไหน โปรดปรึกษาผู้ทำบัญชีของคุณ