ลูกค้าหัก ณ ที่จ่าย — เงินหายไปไหน และผู้ขายต้องทำอะไรต่อ
ลูกค้าบริษัทโอนมาขาด 3% เพราะหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราตามคำสั่ง ท.ป.4/2528 ใบเสร็จควรใส่ยอดไหน และทำไมต้องเก็บใบ 50 ทวิ ไว้ใช้ตอนยื่นภาษี
ปรับปรุงล่าสุด
ถ้าลูกค้าที่เป็นบริษัทโอนเงินมาน้อยกว่าที่คุณเรียกเก็บ 3% (หรือ 1%, 2%, 5%) ส่วนที่ขาดไม่ได้หายไปไหน ลูกค้าหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทนคุณ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ให้คุณ ซึ่งคุณเก็บไว้ใช้เป็นเครดิตตอนยื่นภาษีเงินได้ของตัวเอง
ภาพที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือแบบนี้ คุณรับออกแบบโลโก้ให้บริษัทหนึ่งราคา 5,000 บาท ส่งงานแล้ว เงินเข้าบัญชี 4,850 บาท คุณทักไปถามว่าโอนขาด 150 บาท ฝ่ายบัญชีตอบกลับมาสั้น ๆ ว่า "หัก ณ ที่จ่าย 3% ค่ะ รบกวนออกใบเสร็จยอดเต็มนะคะ" แล้วคุณก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองเสียเงินไปฟรี ๆ หรือเปล่า และยอดเต็มที่ว่าคือยอดไหน
หน้านี้อ้างตัวบทจากประมวลรัษฎากรและคำสั่งกรมสรรพากรตามรายการท้ายบทความ แต่ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษี อัตราที่ใช้จริงขึ้นกับประเภทเงินได้และข้อเท็จจริงของแต่ละงาน ถ้าไม่แน่ใจให้ถามผู้ทำบัญชีของคุณ
หัก ณ ที่จ่ายคืออะไร ทำไมลูกค้าเป็นคนหัก
หัก ณ ที่จ่าย คือการเก็บภาษีเงินได้ของคุณล่วงหน้าบางส่วน ตั้งแต่ตอนที่เงินยังไม่ถึงมือ คนที่มีหน้าที่หักคือ "ผู้จ่ายเงิน" ไม่ใช่ผู้ขาย มาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ให้อำนาจอธิบดีสั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน "หักภาษี ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตรา" ที่กำหนด และคำสั่งที่ใช้กันทุกวันคือคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528
สังเกตว่าข้อที่เกี่ยวกับผู้ขายรายเล็กโดยตรง (ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง ค่าเช่า) คำสั่งเขียนผู้มีหน้าที่หักไว้ว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น" นี่คือเหตุผลที่คุณเจอเรื่องนี้เฉพาะตอนขายให้บริษัท ส่วนลูกค้าที่เป็นคนธรรมดาจ้างคุณหรือซื้อของจากคุณ ไม่ได้อยู่ในข้อเหล่านี้
เงินที่ถูกหักจึงไม่ใช่ค่าธรรมเนียมและไม่ใช่ส่วนลด มันคือภาษีของคุณเองที่ถูกจ่ายไปก่อน มาตรา 60 ซึ่งมาตรา 3 เตรส ให้นำมาใช้โดยอนุโลม เขียนไว้ว่าเงินภาษีที่หักและนำส่งแล้ว "ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี"
หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ ขายอะไรโดนเท่าไร
อัตราในตารางนี้อ่านจากตัวคำสั่ง ท.ป.4/2528 ฉบับรวมแก้ไขบนเว็บกรมสรรพากรโดยตรง และเป็นอัตราเมื่อผู้จ่ายเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายให้ผู้รับที่อยู่ในประเทศไทย
| คุณได้เงินค่าอะไร | ผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา | ผู้รับเป็นบริษัท/หจก. | ข้อในคำสั่ง ท.ป.4/2528 |
|---|---|---|---|
| ค่าบริการทั่วไป (ที่ไม่ใช่การขายสินค้า) | 3% | 3% | ข้อ 12/1 |
| ค่าจ้างทำของ เช่น รับจ้างผลิต รับจ้างทำงานให้เสร็จ | 3% | 3% | ข้อ 8 |
| ค่าโฆษณา | 2% | 2% | ข้อ 10 |
| ค่าขนส่ง (ไม่รวมค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ) | 1% | 1% | ข้อ 12/4 |
| ค่าเช่าทรัพย์สิน | 5% | 5% | ข้อ 6 |
| ขายสินค้าตามปกติ | ไม่อยู่ในข้อ 12/1 | ไม่อยู่ในข้อ 12/1 | นิยาม "การให้บริการ" ในข้อ 12/1 |
- ค่าบริการ 3% ตามข้อ 12/1 ไม่รวมค่าบริการของโรงแรม ค่าบริการของภัตตาคาร และค่าเบี้ยประกันชีวิต ร้านอาหารที่ส่งอาหารให้บริษัทจึงไม่ได้อยู่ใต้ข้อนี้ ข้อ 12/1 นิยาม "ภัตตาคาร" ไว้กว้าง รวมถึงกิจการรับจ้างปรุงอาหารหรือเครื่องดื่มด้วย
- ค่าจ้างทำของที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา ข้อ 8 (1) เขียนจำกัดไว้เฉพาะที่ "เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (7) หรือ (8)"
- ค่าเช่าตามข้อ 6 คือค่าเช่าตามมาตรา 40 (5) (ก) เช่น ให้บริษัทเช่าพื้นที่หรืออุปกรณ์
- ข้อ 12/7 เขียนว่าการจ่ายที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย "ต้องมีจำนวนตามสัญญารายหนึ่งๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาท" งานเล็กกว่านั้นจึงมักไม่ถูกหัก แต่งานใหญ่ที่แบ่งจ่ายเป็นงวดเล็ก ๆ ยังถูกหักอยู่
ถ้าคุณขายของเป็นหลัก คำสั่ง ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 นิยามคำว่า "การให้บริการ" ว่า "การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่การขายสินค้า" การขายสินค้าตามปกติจึงไม่ใช่ค่าบริการ 3% แต่มีข้อยกเว้นเฉพาะที่เขียนแยกไว้ในคำสั่งเดียวกัน (เช่น การซื้อสัตว์น้ำของผู้ส่งออกหรือโรงงานตามข้อ 11 และการซื้ออัญมณีบางชนิดตามข้อ 12/5–12/6) และถ้าผู้จ่ายเป็นหน่วยงานรัฐจ่ายให้บริษัท มาตรา 69 ทวิ ให้หักร้อยละ 1 จากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ถ้าคุณขายทั้งของและบริการในงานเดียวกัน ให้คุยกับผู้ทำบัญชีของลูกค้าว่าจะแยกบรรทัดอย่างไร
ลูกค้าหัก ณ ที่จ่าย 3% ออกใบเสร็จยอดไหน
ในทางปฏิบัติ ใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีที่คุณออกให้ลูกค้า ใส่ยอดเต็มก่อนหัก ณ ที่จ่าย จากตัวอย่างข้างบน ใบเสร็จต้องเขียน 5,000 บาท ไม่ใช่ 4,850 บาท และฝ่ายบัญชีของลูกค้าส่วนใหญ่จะขอแบบนี้เองอยู่แล้ว เพราะยอดในใบเสร็จต้องตรงกับยอด "จำนวนเงินที่จ่าย" ในใบ 50 ทวิ ที่เขาออกให้คุณ
ยังไม่พบตัวบทที่เขียนตรง ๆ ว่าใบเสร็จต้องแสดงยอดก่อนหัก แต่เหตุผลทางกฎหมายไปทางเดียวกัน มาตรา 60 ให้ถือว่าเงินภาษีที่ถูกหักและนำส่งแล้ว "เป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ" แปลว่าในสายตากฎหมายภาษี 150 บาทนั้นคุณได้รับแล้ว เพียงแต่ได้รับในรูปภาษีที่จ่ายล่วงหน้า ไม่ใช่เงินสด
- ใบเสร็จรับเงิน: รายการ ค่าออกแบบโลโก้ 5,000 บาท ยอดรวม 5,000 บาท
- บรรทัดแยกด้านล่าง (ถ้าอยากให้ชัด): หัก ณ ที่จ่าย 3% จำนวน 150 บาท และยอดที่ได้รับจริง 4,850 บาท
- ถ้าคุณจด VAT ในทางปฏิบัติจะคิดหัก ณ ที่จ่ายจากมูลค่าก่อน VAT เช่น ค่าบริการ 5,000 + VAT 350 = 5,350 ลูกค้าหัก 3% ของ 5,000 = 150 แล้วโอน 5,200 บาท ใบกำกับภาษียังแสดง 5,000 + 350 = 5,350 ตามปกติ
ในเครื่องมือของ BIZLOOM ถ้าเปิดช่องหัก ณ ที่จ่ายและใส่อัตรา เอกสารจะแสดงยอดรวมเต็มไว้ตามเดิม แล้วเพิ่มบรรทัด "หัก ณ ที่จ่าย" กับ "ยอดที่ได้รับจริง" ต่อท้าย โดยคิดจากมูลค่าก่อน VAT นี่คือวิธีที่เครื่องมือนี้คำนวณ ไม่ใช่ข้อบังคับทางกฎหมาย ถ้าฝ่ายบัญชีของลูกค้าขอรูปแบบอื่นให้ทำตามที่เขาขอ
ใบ 50 ทวิ คืออะไร ใครออก ต้องเก็บไว้ทำไม
หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่คนเรียกกันว่าใบ 50 ทวิ ตามชื่อมาตรา เป็นเอกสารที่ "ผู้หัก" ออกให้ "ผู้ถูกหัก" มาตรา 50 ทวิ (1) กำหนดว่าในกรณีตามมาตรา 3 เตรส "ให้ออกในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย" และให้ออก "สองฉบับมีข้อความตรงกัน"
คำแนะนำในการออกหนังสือรับรองของกรมสรรพากรอธิบายว่าสองฉบับนั้นมีหน้าที่ต่างกัน ฉบับที่ 1 มีข้อความว่า "สำหรับผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ใช้แนบพร้อมกับแบบแสดงรายการ" ส่วนฉบับที่ 2 "สำหรับผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐาน" ทั้งสองฉบับเป็นของคุณ
- ถ้าลูกค้าหักแล้วไม่ส่งใบ 50 ทวิ มา ให้ทวงได้เลย มันเป็นหน้าที่ของเขาตามมาตรา 50 ทวิ ไม่ใช่ความกรุณา
- ตรวจชื่อ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี (หรือเลขประจำตัวประชาชน) และที่อยู่ของคุณในใบให้ถูก ถ้าผิดให้ขอแก้ตั้งแต่ตอนนั้น
- ตรวจว่า "จำนวนเงินที่จ่าย" ตรงกับยอดเต็มในใบเสร็จของคุณ และ "ภาษีที่หักและนำส่งไว้" ตรงกับยอดที่หายไปจากเงินโอน
- ถ้าใบหาย ผู้ออกทำใบแทนได้ คำแนะนำฉบับเดียวกันให้ทำโดยถ่ายสำเนาคู่ฉบับ เขียนคำว่า "ใบแทน" ไว้ด้านบน และลงลายมือชื่อรับรอง
ใบ 50 ทวิ ไม่ได้แทนใบเสร็จรับเงิน ใบ 50 ทวิ คือเอกสารที่ลูกค้าออกให้คุณ ส่วนใบเสร็จรับเงินคือเอกสารที่คุณออกให้ลูกค้า เงินหนึ่งก้อนจึงมีเอกสารสองใบวิ่งสวนทางกัน
ภาษีที่ถูกหักไว้ เอาคืนได้ไหม
สำหรับผู้ขายที่เป็นบุคคลธรรมดา ภาษีที่ถูกหักไว้ตลอดปีเอามาหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายตอนยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ มาตรา 3 เตรส ให้นำมาตรา 60 มาใช้บังคับ และมาตรา 60 เขียนว่าจำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้ "ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี"
ผลในทางปฏิบัติคือ ถ้าคำนวณแล้วภาษีทั้งปีของคุณน้อยกว่ายอดที่ถูกหักไว้ ส่วนต่างขอคืนได้ และถ้ามากกว่า คุณจ่ายเพิ่มแค่ส่วนที่ขาด ร้านเล็กและฟรีแลนซ์จำนวนมากที่รายได้ทั้งปีไม่สูงจึงได้เงินคืนบางส่วนหรือทั้งหมด แต่จะได้ก็ต่อเมื่อยื่นแบบและมีใบ 50 ทวิ ครบ ใครไม่ยื่นก็ไม่มีใครคืนให้
ถ้าคุณจดเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ภาษีที่ถูกหักไว้ในทางปฏิบัติจะนำไปใช้เป็นเครดิตในการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบบัญชีนั้น รายละเอียดการลงบัญชีให้ผู้ทำบัญชีของบริษัทดูแล ฝั่งผู้จ่ายเองก็นำส่งคนละแบบกัน คู่มือการหักภาษี ณ ที่จ่ายของกรมสรรพากรอธิบายว่าเงินที่จ่ายให้ผู้รับที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 และที่จ่ายให้ผู้รับที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53
e-Withholding Tax ลดเหลือ 1% ปี 2569 ยังใช้ได้ไหม
บางครั้งลูกค้าหักแค่ 1% ทั้งที่เป็นค่าบริการ นั่นมาจากมาตรการส่งเสริมระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) ในคำสั่ง ท.ป.4/2528 ฉบับรวมแก้ไข ข้อ 6, 8, 10/1 และ 12/1 มีอัตราร้อยละ 1.0 สำหรับเงินได้ "ที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และได้ดำเนินการนำส่งภาษีด้วยวิธีการที่กำหนดตามมาตรา 3 ปัณรส" (แก้ไขโดย ท.ป.354/2566) อัตรานี้จึงขึ้นกับวิธีที่ลูกค้านำส่ง ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ขายเลือกได้
สำหรับปี 2569 กรมสรรพากรแถลงข่าวที่ ปชส. 14/2569 (16 มิถุนายน 2569) ว่าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ "ร่างกฎกระทรวง" ขยายการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย "ที่มีอัตราร้อยละ 5 อัตราร้อยละ 3 และอัตราร้อยละ 2 เหลืออัตราร้อยละ 1" สำหรับการจ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2570
ณ วันที่ปรับปรุงหน้านี้ (15 กันยายน 2569) เรายังไม่พบตัวกฎกระทรวงหรือคำสั่งกรมสรรพากรที่ประกาศใช้มาตรการนี้แล้วบนเว็บกรมสรรพากร และคำสั่ง ท.ป.4/2528 ฉบับรวมแก้ไขยังแสดงอัตราร้อยละ 1.0 ถึงสิ้นปี 2568 เท่านั้น มติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบร่างยังไม่ใช่กฎหมายที่มีผลบังคับ ถ้าลูกค้าหักคุณ 1% หรือ 3% ในปีนี้ ให้ยึดตัวเลขในใบ 50 ทวิ ที่ได้รับ เพราะนั่นคือยอดที่ถูกนำส่งในนามคุณจริง
ประโยคที่ใช้คุยกับฝ่ายบัญชีลูกค้าได้เลย
- ก่อนเริ่มงาน: "ราคา 5,000 บาทนี้เป็นยอดก่อนหัก ณ ที่จ่ายนะคะ ถ้าทางบริษัทหัก 3% รบกวนส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายมาพร้อมหลักฐานการโอนด้วยค่ะ"
- หลังเงินเข้า: "ได้รับเงินแล้วค่ะ แนบใบเสร็จรับเงินยอด 5,000 บาทมาให้ รบกวนส่งใบ 50 ทวิ ของรายการนี้ด้วยนะคะ"
- ถ้ายอดที่หักดูแปลก: "ขอสอบถามว่ารายการนี้หักในอัตรากี่เปอร์เซ็นต์ และบันทึกเป็นเงินได้ประเภทใดคะ จะได้ลงบัญชีให้ตรงกับใบ 50 ทวิ ค่ะ"
ถ้าคุณตั้งราคาโดยคิดเป็นเงินที่อยากได้รับจริง ให้ตกลงเรื่องนี้ตั้งแต่ใบเสนอราคา ไม่ใช่มาทวงหลังเงินเข้า การที่ลูกค้าหัก ณ ที่จ่ายเป็นหน้าที่ตามคำสั่งกรมสรรพากร ฝ่ายบัญชีจะไม่ "ยกเว้นให้" ต่อให้ขอดี ๆ ก็ตาม
ออกใบเสร็จยอดเต็ม พร้อมบรรทัดหัก ณ ที่จ่าย
ใส่รายการและอัตราหัก ณ ที่จ่าย เครื่องมือแสดงยอดเต็ม ยอดที่ถูกหัก และยอดที่ได้รับจริงให้ทันที ดาวน์โหลดเป็น PDF หรือรูปภาพ ฟรี ทำบนมือถือได้
เริ่มออกใบเสร็จรับเงินคำถามที่พบบ่อย
ทำไมลูกค้าบริษัทโอนเงินมาไม่ครบ ขาดไป 3%
หัก ณ ที่จ่ายค่าโฆษณา ค่าขนส่ง ค่าเช่า กี่เปอร์เซ็นต์
ลูกค้าหัก ณ ที่จ่าย ต้องออกใบเสร็จยอดเต็มหรือยอดหลังหัก
หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ใครออก และออกเมื่อไร
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้ ขอคืนได้ไหม
ขายสินค้าให้บริษัท ต้องถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% ไหม
ปี 2569 หัก ณ ที่จ่ายผ่าน e-Withholding Tax ยังเหลือ 1% ไหม
แหล่งอ้างอิง
- คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ฉบับรวมแก้ไข (ข้อ 6, 8, 10, 10/1, 11, 12/1, 12/4–12/7)
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 1–4 (มาตรา 3 เตรส, มาตรา 3 ปัณรส)
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 38–64 (มาตรา 50 ทวิ, มาตรา 60)
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 65–76 (มาตรา 69 ทวิ)
- กรมสรรพากร — คำแนะนำในการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ
- กรมสรรพากร — คู่มือการหักภาษี ณ ที่จ่าย เฉพาะกรณีนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53
- กรมสรรพากร — ข่าว ปชส. 14/2569 ขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (16 มิ.ย. 2569)
- กรมสรรพากร — กฎหมายออกใหม่ (ตรวจเมื่อ 15 ก.ย. 2569)
หน้านี้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำเอกสาร ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษีหรือบัญชี หากไม่แน่ใจว่ากรณีของคุณเข้าข้อไหน โปรดปรึกษาผู้ทำบัญชีของคุณ